18
Dec 2024
แสงสีฟ้าตัวร้าย กับวิธีรับมือง่ายๆ ฉบับ MR. D.I.Y.
              ปัจจุบัน เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน หรือการใช้เวลาว่างเพื่อความบันเทิง เช่น การเล่นสมาร์ทโฟน ดูโทรทัศน์ และใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการใช้สายตาจ้องหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานาน และสิ่งที่ตามมาคือ "แสงสีฟ้า" (Blue Light) ซึ่งเป็นคลื่นแสงที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มีผลกระทบต่อสุขภาพดวงตาและร่างกายมากกว่าที่คิด วันนี้ MR. D.I.Y. ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับอันตรายของแสงสีฟ้า พร้อมวิธีรับมือและป้องกันแบบง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน

แสงสีฟ้าคืออะไร และมาจากไหน?

            แสงสีฟ้า (Blue Light) เป็นคลื่นแสงพลังงานสูงที่อยู่ในช่วงความยาวคลื่น 400-700 นาโนเมตร ซึ่งสามารถพบได้จากแหล่งกำเนิดธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์ และแหล่งกำเนิดเทียมจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรทัศน์ หรือแม้แต่หลอดไฟ LED ก็เป็นแหล่งปล่อยแสงสีฟ้าเช่นกัน ถึงแม้แสงสีฟ้าจะมีประโยชน์ในการช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวในช่วงเวลากลางวัน แต่หากได้รับมากเกินไปโดยไม่ป้องกัน จะส่งผลเสียต่อสุขภาพดวงตาและการนอนหลับได้

ความอันตรายของแสงสีฟ้า

            เมื่อสายตาของเราต้องรับแสงสีฟ้าเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่างๆ ดังนี้:

1. ทำให้จอประสาทตาเสื่อม การมองเห็นแย่ลง

แสงสีฟ้ามีพลังงานสูง สามารถทะลุผ่านกระจกตาและเลนส์ตาไปยังจอประสาทตาโดยตรง ซึ่งอาจทำให้เซลล์รับแสงถูกทำลาย นำไปสู่ภาวะจอประสาทตาเสื่อม ส่งผลให้การมองเห็นลดลงในระยะยาว

2. เกิดภาวะดวงตาอ่อนล้า ปวดตา ตาแห้ง

การจ้องหน้าจอเป็นเวลานานทำให้ดวงตาทำงานหนักและกระพริบตาน้อยลง ส่งผลให้เกิดอาการตาแห้ง ระคายเคือง ปวดตา และเกิดภาวะล้าดวงตาได้

3. ส่งผลต่อการนอน ทำให้รู้สึกตื่นตัว นอนไม่หลับ

แสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ มีผลกระทบต่อฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการนอนหลับของร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับแสงสีฟ้าจำนวนมากโดยเฉพาะช่วงกลางคืน จะทำให้รู้สึกตื่นตัว นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท

วิธีดูแลและป้องกันดวงตาจากแสงสีฟ้า

            เพื่อปกป้องดวงตาจากอันตรายของแสงสีฟ้า เราสามารถปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเองได้ง่ายๆ ตามวิธีต่อไปนี้:

1. พักสายตาเป็นระยะ

ทุกๆ 20 นาที ให้พักสายตาด้วยการมองไปที่วัตถุไกลประมาณ 20 ฟุต (6 เมตร) เป็นเวลา 20 วินาที หรือจะพักสายตาด้วยการหลับตา 1-2 นาที และมองต้นไม้สีเขียวเพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา

2. ปรับระยะห่างจากหน้าจอ

เว้นระยะห่างระหว่างดวงตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 25 นิ้ว หรือประมาณ 1 ช่วงแขน และควรปรับความสูงของหน้าจอให้พอดีกับระดับสายตา เพื่อลดการก้มเงยที่ทำให้เกิดความเมื่อยล้าของดวงตาและคอ

3. ใช้แว่นตากรองแสงสีฟ้า

เลือกใช้แว่นตาที่มีคุณสมบัติกรองแสงสีฟ้า ซึ่งช่วยลดการกระจายของแสงสีฟ้าที่เข้าสู่ดวงตา ทำให้ดวงตาได้รับแสงที่น้อยลงและป้องกันการเกิดความเสียหายของจอประสาทตา

4. ลดความสว่างของหน้าจอ

ปรับความสว่างของหน้าจอให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่ควรมืดหรือสว่างจนเกินไป และควรเปิดโหมดถนอมสายตา (Night Mode) โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน

5. หลีกเลี่ยงการใช้หน้าจอก่อนนอน

พยายามหลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อให้สมองได้ผ่อนคลายและเตรียมพร้อมสำหรับการนอนหลับ


            แสงสีฟ้าอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่หลายคนมองข้าม แต่หากสะสมเป็นเวลานานก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพดวงตาและการนอนหลับได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วซึ่งจริง ๆ แล้วการป้องกันอันตรายจากแสงสีฟ้าไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พักสายตาเป็นระยะ และเลือกใช้แว่นตากรองแสงสีฟ้าที่เหมาะสม เพียงเท่านี้เราก็สามารถถนอมดวงตาให้มีสุขภาพดีได้อย่างยั่งยืน MR. D.I.Y. ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตา และอย่าลืมนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะดวงตาของเรามีเพียงคู่เดียว ดูแลให้ดีตั้งแต่วันนี้เพื่อสุขภาพที่ดีในวันข้างหน้า